วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

หาดใหญ่เว็บดีไซน์ได้แบ่งกลุ่มของการทำเว็บไซต์ไว้ 2 กลุ่มใหญ่ ในบทความการเลือกเทคโนโลยีในการทำเว็บไซต์ ได้แก่ 1.การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ และ 2.การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS (Content Management System) ซึ่งเราจะอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS ว่ามีข้อดี ข้อเสีย การใช้งาน และมันดีพอที่จะใช้ทำเว็บไซต์ของเราหรือไม่

ปัจจุบันมีการทำเว็บไซต์ด้วย CMS เป็นจำนวนมาก และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย บริษัทรับทำเว็บไซต์รวมถึงร้านที่รับทำเว็บไซต์จำนวนมากใช้ CMS ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้กับลูกค้า ซึ่งเราต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า CMS คืออะไร

CMS คืออะไร
CMS ย่อมาจาก Content Management System คือระบบการจัดการเนื้อหาในเว็บไซต์ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างและบริหารจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางภาษาคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ได้ ส่วนใหญ่มักจะพัฒนามาจาก PHP+SQL และเป็นโอเพนซอร์ซ สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี

CMS มีอะไรบ้าง
จริง ๆ แล้ว CMS มีค่อนข้างให้เลือกหลายตัวมากแต่ที่นิยมกันจริง ๆ ก็คือ WordPress และ Joomla

ข้อดีของ CMS
– ใช้งานได้ฟรี
– ติดตั้งใช้งานง่าย
– มีส่วนเสริมการทำงานที่หลากหลายและดาวน์โหลดได้ฟรี
– มีปรับปรุงพัฒนาเวอร์ชันอยู่ตลอดเวลา
– ออกแบบเว็บไซต์ได้อย่างมืออาชีพ
– มีการ Support การใช้งานจากผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
– สามารถพัฒนาต่อจากผู้พัฒนา CMS นั้นได้

ข้อเสียของ CMS
– ขนาดไฟล์ที่ใช้งานค่อนข้างใหญ่
– จำนวนไฟล์ค่อนข้างมาก
– Page Speed ของเว็บไซต์ช้า
– Bug เยอะ
– โดนเจาะระบบง่าย เพราะบางโฟลเดอร์ต้องทำ CHMOD777
– การพัฒนาเวอร์ชั่นบ่อยอาจจะทำให้ Server ที่ใช้งานไม่รองรับได้
– อยากได้เว็บสวยๆ ต้องลงทุนซื้อ Template
– พัฒนาระบบต่อค่อนข้างยาก

การนำ CMS ไปใช้งาน เราสามารถนำ CMS ไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่เว็บไซต์เล็กๆ ไปจนถึงเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น
– เว็บไซต์ส่วนตัวหรือบล็อก
– เว็บไซต์องค์กร หน่วยงานรัฐบาล บริษัทเอกชนต่างๆ
– เว็บไซต์ e-Commerce
– เว็บแอปพลิเคชันตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่

สรุป CMS สามารถใช้ในการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองเลือกดูละกันว่าจะใช้ CMS ชนิดใดมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Joomla หรือ WordPress ต่างก็มีข้อดีข้อเสียทั้งคู่

หาดใหญ่เว็บดีไซน์ บริษัทรับทำเว็บไซต์ หาดใหญ่ สงขลา ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ ทั้ง การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ และ การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS รวมถึงการสอนใช้งาน ทั้ง 2 แบบอีกด้วย

Hatyai Web Design หาดใหญ่เว็บดีไซน์ บริษัทรับทำเว็บไซต์ หาดใหญ่ สงขลาที่ดีที่สุดจริง ๆ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
โทรศัพท์: 074-414433, 06-5252-2253
Email: hatyaiwebdesign@gmail.com

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

         

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำเว็บไซต์พัฒนาไปเร็วมาก ทำให้มีเครื่องมือในการทำเว็บไซต์ค่อนข้างมาก ถ้าเราต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเราจะเลือกเครื่องมือในการทำและพัฒนาเว็บไซต์อย่างไร หาดใหญ่เว็บดีไซน์ขอแบ่งกลุ่มใหญ่ ๆ สำหรับการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์เป็นดังต่อไปนี้

1.การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์
สำหรับการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ในการทำเว็บไซต์นั้นผู้ทำต้องมีความรู้พื้นฐาน จนไปถึง ความรู้และประสบการณ์ขั้นสูง เพื่อที่จะสามารถพัฒนาเว็บไซต์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการปรับตัวในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอย่างมาก ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐานในการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์คือภาษา HTML, CSS, XHTML และต้องรู้จัก Server-Side Script ( PHP, ASP, JSP)  Client-Side Script (JavaScript, VBScript, JQuery) และยังมีพวก Framework ต่าง ๆ  เพื่อการทำเว็บไซต์ให้สมบุรณ์มากยิ่งขึ้น ข้อดีของการการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ นั้นคือ เว็บไซต์มีความยืดหยุ่นสูง ใช้เนื้อที่บน Server ไม่มาก สามารถออกแบบเว็บไซต์ได้อย่างอิสระ ไม่มีกรอบหรือ Template มากำหนดการทำงาน การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ใช้พัฒนาเว็บไซต์พื้นฐาน จนไปถึงเว็บไซต์ขนาดใหญ่จำพวก Web Application ได้

2. การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS (Content Management System)
การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS (Content Management System) คือระบบการจัดการเนื้อหา ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างและบริหารจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางภาษาคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ได้ แต่ถ้ามีจะดีมาก ที่สำคัญ CMS มักจะเป็นโอเพนซอร์ซ คือสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี และยังมีการปรับปรุงรุ่นให้เราอีกด้วย โดย CMS ที่นิยมในการสร้างเว็บไซต์คือ WordPress, Joomla, Magento, Prestashop เป็นต้น เราสามารถนำ CMS ไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่เว็บไซต์เล็กๆ ไปจนถึงเว็บไซต์ขนาดใหญ่

ทั้งสองแบบถือว่ามีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน หากเลือก การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ ต้องมีความรู้ทางภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ CMS ไม่จำเป็นต้องมี ในส่วนของความยืดหยุ่นการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน,มากว่า CMS อยู่แล้ว ในเรื่องความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการปรับแต่งมากกว่า CMS จะมีเวอร์ชั่นให้อัพเดทมากกว่า จากประสบการณ์ เว็บที่ทำด้วย CMS Page speed จะช้ากว่าที่เขียนขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ หากจ้างบริษัท หรือ Freelance ก็สอบถามว่าเขาใช้ CMS หรือ เขียนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ เวลาเรานำมาใช้งานจริงจะได้สามารถนำไปพัฒนาต่อได้


หาดใหญ่เว็บดีไซน์ บริษัทรับทำเว็บไซต์ หาดใหญ่ สงขลา ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ ทั้ง การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ และ การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการใช้ CMS รวมถึงการสอนใช้งาน ทั้ง 2 แบบอีกด้วย

Hatyai Web Design หาดใหญ่เว็บดีไซน์ บริษัทรับทำเว็บไซต์ หาดใหญ่ สงขลาที่ดีที่สุดจริง ๆ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
โทรศัพท์: 074-414433, 06-5252-2253
Email: hatyaiwebdesign@gmail.com

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

8 เครื่องมือ GooGle ฟรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์

8 เครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยสำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimization) และยังมีเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยตรวจสอบข้อมูล และลักษณะของเว็บไซต์ว่าถูกต้องและมีประสิทธิภาพมาก น้อย เพียงใด ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ฟรีและมีประโยชน์ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพจริง ๆ


วันนี้หาดใหญ่เว็บดีไซด์ บริษัทรับทำเว็บไซต์ หาดใหญ่ได้รวบรวมเครื่องมือฟรีสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ ที่เราได้ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งเราได้รวบรวมมาให้ดูว่า 8 เครื่องมือฟรี จาก Google นี้มีอะไรบ้างและไว้ใช้ทำอะไรบ้าง

1. Google Trends
https://www.google.com/trends

สถิติและแนวโน้มการค้นหาของ Google ที่จะช่วยในการวิเคราะห์และวิจัยโดยใช้แนวโน้มการค้นหาว่ามีแนวโน้มการค้นหาอะไรมากเป็นพภิเศษในช่วงเวลาและประเทศต่าง ๆ

 

2. Google Keyword Planner 
https://adwords.google.com/home/tools/keyword-planner/
เครื่องมือฟรีของ Google และ AdWords เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวางแผนคำหลัก(Keyword) สำหรับช่วยในการรับแนวคิดคำหลัก รวมถึงปริมาณการค้นหา และการคาดการณ์การเข้าชมสำหรับการเลือกคำหลัก(Keyword) ที่ดีและมีความเกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการทำ SEO (Search Engine Optimization) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

3. Robots.txt Tester Google 
https: /www.google.comwebmasters/tools/robots-testing-tool
เครื่องมือทดสอบ Robots.txt ใน Search Console ของฟรีอีกอย่างจาก Google เพื่อทดสอบไฟล์ robots.txt ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ไฟล์ robots.txt เป็นไฟล์ที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimization)

 

4. Structured Data Google Testing Tool
https://search.google.com/structured-data/testing-tool
Structured Data Google Testing Tool เป็นบริการฟรีของ Google gxHoเครื่องมือทดสอบข้อมูลที่มีโครงสร้างเพื่อตรวจสอบว่า Google สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มีโครงสร้างของคุณได้อย่างถูกต้องและแสดงผลในผลการค้นหา

 

5. Mobile Friendly Tool
https://search.google.com/test/mobile-friendly
Mobile Friendly Tool เป็นบริการฟรีของ Google เป็นเครื่องมือทดสอบที่จะช่วยตรวจสอบและบอกสถานะว่าเว็บไซต์ของคุณรองรับมือถือหรือไม่

 

6. Page Speed Tool
https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/
เป็นเครื่องมิอที่ช่วยตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์ ที่ Google พัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงข้อมูลเชิงลึกของ Page Speed ​​Insights สำหรับหาวิธีสร้างหน้าเว็บของคุณอย่างรวดเร็วบนอุปกรณ์ทั้งหมด

 

7. Google Search Console 
https://www.google.com/webmasters/tools/
Google Search Console หรือ ชื่อเก่าคือ Google Webmaster tools นั่นเอง Google Search Console เป็นบริการฟรีของ Google ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบและดูแลรักษาสถานะของเว็บไซต์ในผลการค้นหาของ Googleได้

 

8. Google Analytics 
http://www.google.com/analytics
Google Analytics เป็นอีกหนึ่งบริการฟรีของ Google ที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์และแสดงผลการเข้าชมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การเข้าใช้งานสำหรับ 8 เครื่องมือฟรีจาก Google บางเครื่องมืออาจจะต้องยืนยันเว็บไซต์ และต้องใช้ Gmail เพื่อเข้าใช้งาน

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2017 Apple ได้ปล่อยระบบปฏิบัติการ iOS 11 ให้มาอัพเดทกัน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนใครได้ไปต่อ ที่น่าสนใจคือ  Apple ยังไม่ทิ้ง iPhone 5s

รายชื่ออุปกรณ์ของ Apple ที่สามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS 11 ได้
iPhone X

iPhone 8
iPhone 8 Plus
iPhone 7
iPhone 7 Plus
iPhone 6s
iPhone 6s Plus
iPhone 6
iPhone 6 Plus
iPhone SE
iPhone 5s
iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 2
iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 1
iPad Pro รุ่น 10.5 นิ้ว
iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว
iPad Air 2
iPad Air
iPad รุ่นที่ 5
iPad mini 4
iPad mini 3
iPad mini 2
iPod touch รุ่นที่ 6


iOS 11
 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบปฏิบัติการบนมือถือที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกคุณจะได้สัมผัส iPhone ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และ iPad ที่มีความสามารถยิ่งกว่าที่เคยพร้อมเปิดประตูความเป็นไปได้ที่น่าทึ่งมากมายทางด้านเทคโนโลยีความจริงเสริมในเกมและแอพให้กับอุปกรณ์ทั้งสอง บอกเลยว่า iOS 11 จะทำให้ iPhone และ iPad ทรงพลังที่สุด เป็นส่วนตัวที่สุด และอัจฉริยะที่สุด ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน


iOS
 คือแพลตฟอร์มของเทคโนโลยีความจริงเสริมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะตอนนี้เกมและแอพต่างๆ สามารถมอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มและลื่นไหลอย่างน่ามหัศจรรย์ ที่ไปได้ไกลเกินกว่าขอบเขตของหน้าจอและเมื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีความจริงเสริมล่าสุดหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี AR คุณก็สามารถตกแต่งบ้านในแบบดิจิตอล รวมทั้งสำรวจเมืองที่คุณไม่เคยไป หรือแม้แต่ลองลายสักลายใหม่ก็ยังได้ บอกเลยว่าความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุดจริงๆ


iPhone และ iPadจำเป็นยิ่งกว่าที่เคยสำหรับเรื่องจำเป็นของทุกวัน iOS 11 ทำให้ iPhone และ iPad กลายเป็นอุปกรณ์ที่ฉลาดมาก เพราะสามารถเรียนรู้จากคุณได้ เรียกได้ว่าเก่งพอที่จะช่วยคุณในแบบที่ทั้งทรงพลังและเป็นตัวคุณมากขึ้นทั้งยังรู้ใจคุณจนทำโน่นทำนี่ให้คุณได้ก่อนที่คุณจะบอกด้วยซ้ำ

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

 Hypertext Preprocessor ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ PHP หรือ Personal Home Page เป็นภาษาสคริปต์ที่นิยมใช้ในการออกแบบและการพัฒนาเว็บ ถูกสร้างขึ้นในปี พ. ศ. 2537 โดย RasmusLerdorf และนับเป็นที่นิยมในหมู่นักเขียนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก แพลตฟอร์มที่เว็บไซต์สามารถออกแบบและใช้งานได้เรียกว่า PHP Framework การใช้ PHP Framework ทำให้การพัฒนาเว็บเป็นเรื่องง่ายและเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์ มีการทำซ้ำกันบ่อย ๆ กับการเขียนโปรแกรมซ้ำโดยใช้การออกแบบแอ็พพลิเคชันที่รวดเร็ว (RAD)

เรามาดูกันว่าในปี 2017 นี้ 5 อันดับ PHP Frameworks ที่นิยมกันได้แก่อะไรบ้าง

 

1. PHP Laravel Framework
สร้างขึ้นโดยTaylor Otwell ในปี 2011 โครงสร้าง PHP Laravel มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้โมเดลหรือสถาปัตยกรรม Model MVC หรือ Model View Controller เป็นเฟรมเวิร์กเว็บ PHP แบบโอเพนซอร์สฟรีและมีการนำมาใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์นับไม่ถ้วนทั่วโลก

Laravel พัฒนาเวอร์ชั่นที่เสถียรล่าสุดและได้รับการเผยแพร่เพื่อใช้งานเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

2. PHP CodeIgniter Framework
PHP CodeIgniter Framework นี่คือหนึ่งใน Framework ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อนักพัฒนาเว็บที่กำลังมองหาการออกแบบที่มีประสิทธิภาพ ด้วยชุดเครื่องมือทั้งหมดประกอบด้วยเว็บแอ็พพลิเคชันที่มีเนื้อหาครบถ้วน

PHP CodeIgniter Frameworkได้รับการพัฒนาโดย EllisLab และปัจจุบันเป็นโครงการของ British Columbia University of Technology

3. PHP Ruby on Rails (RoR) Framework
Ruby on Rails (RoR) หรือที่เรียกกันว่า Rails เป็นเว็บแอ็พพลิเคชั่นฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่เขียนขึ้นโดย Ruby ภายใต้ MIT License ทำให้การเรียนรู้เว็บแอ็พพลิเคชันสมัยใหม่ง่ายขึ้น แอพพลิเคชันหลายตัวถูกสร้างด้วย PHP Ruby on Rails Framework เช่น Shopify, Highrise,  Airbnb, GitHub, Basecamp เป็นต้น

Ruby on Rails (RoR) เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สฟรี ซึ่งใช้งานง่ายและสามารถเปลี่ยนแปลงจากผู้ใช้ได้ด้วย จนถึงขณะนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปแล้วมากกว่า 4500 รายการ

4. CakePHP Framework
CakePHP Framework ช่วยให้สามารถสร้างแอพพลิเคชันได้เร็วขึ้น และง่ายขึ้นในขณะที่ต้องการการเข้ารหัสน้อยลง CakePHP Framework  มีฐานข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในการพัฒนาทั้งระบบขนาดเล็กและระบบที่มีความซับซ้อน ซึ่งจะเข้ากันได้กับการติดตั้งสถาปัตยกรรม MVC, PHP4 และ PHP5

CakePHP Framework  เป็น  Framework ที่ทันสมัยและมีหลายชั้นซึ่งง่ายต่อการทำงานโดยเข้ารหัสน้อยกว่า

 

5. PHP Slim Micro Framework
PHP Slim Micro Framework ช่วยให้คุณสามารถเขียนแอพพลิเคชัน  API และเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก  PHP Slim Micro Framework ช่วยให้สามารถเขียนโปรแกรมเว็บ แบบ Representational state transfer (Webservice ชนิดหนึ่งที่ใช้สื่อสารกันบน Internet ใช้หลักการแบบ stateless  คือไม่มี session) ได้อย่างรวดเร็ว และใช้สำหรับสร้างเว็บแอ็พพลิเคชันและ API แบบเรียบง่ายและมีขนาดเล็กได้อย่างดีเยี่ยม

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ iPhone ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ iPhone X, iPhone8, iPhone8 Plus ซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่หน้าจอไร้ขอบ ซึ่งเปิดตัวในงาน  Apple Special Event 2017 วันที่ 12 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับ iPhone X แล้ว ตัวเครื่องก็คือจอภาพนั่นเอง และหน้าจอ Super Retina หน้าจอความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล ความหนาแน่น 458 ppi ขนาด 5.8 นิ้วแบบใหม่หมดนี้ ก็ไม่ใช่แค่ทั้งใหญ่เต็มมือ แต่ยังสวยเต็มตาด้วยเช่นกัน ใช้เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำให้ จอภาพโค้งรับกับดีไซน์แบบโค้งอย่างแม่นยำ ไปจนจรดมุมมนทั้งสี่อย่างสวยงามลงตัว

 
รองรับการแสดงวิดีโอแบบ HDR ด้วยมาตรฐาน HDR10 และ Dolby Vision ตัวเครื่องมีขนาด 143.6×70.9×7.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 174 กรัม   ชิปเซ็ตประมวลผล 64-bit Hexa-Core Apple A11 หน้าจอแสดงผลเคลือบสารกันรอยนิ้วมือ หน่วยความจำภายในตัวเครื่องขนาด 64 GB หรือ 256 GB กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67

 
กล้องด้านหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.2 และบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD ถ่ายเซลฟี่สวยๆ ให้ใบหน้าของคุณคมชัด ในขณะที่ฉากหลังเบลออย่างสวยงาม กล้องด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, ใช้งานเลนส์ Wide และ Telephoto, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.8 และ F/2.4, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบคู่ (Dual-OIS), ไฟแฟลชแบบ Quad-LED, Optical Zoom, ถ่ายวิดีโอ Slow Motion ได้ในความละเอียดสูงสุดที่ 1080p 240fps กล้อง TrueDepth จะวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันกว่า 50 รูปแบบเพื่อจำลองการแสดงออกทางใบหน้าของคุณบน Animoji ที่มีให้เลือก 12 แบบ คราวนี้จะอยาก เป็นแพนด้า หมู หรือหุ่นยนต์ก็เป็นได้เลย

 
Face ID ระบบการยืนยันตัวตนแบบใหม่ ปลอดภัยมากขึ้น ใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน และ Face ID ก็คือวิธีใหม่ที่ให้คุณปลดล็อคและยืนยันตัวตน ได้อย่างปลอดภัย Face ID ทำงานโดยอาศัยกล้อง TrueDepth และสามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ โดยกล้องนี้จะฉาย และวิเคราะห์จุดแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากว่า 30,000 จุด เพื่อสร้างแผนผังโครงสร้างใบหน้าของคุณในแนวลึกอย่างแม่นยำ

 
การชาร์จแบบไร้สาย สำหรับโลกไร้สาย เมื่อไม่ต้องใช้สายชาร์จ iPhone X ก็คือโทรศัพท์ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคตแห่งโลกไร้สายอย่างแท้จริง สามารถชาร์จกับแท่นชาร์จและแผ่นรองชาร์จแบบไร้สายตามโรงแรม ร้านกาแฟ และ สนามบินต่างๆ ทั่วโลกได้ ขอแนะนำแผ่นรองชาร์จ AirPower เพียงแค่วาง iPhone, Apple Watch และ AirPods ไว้ตรงไหนก็ได้บนแผ่นรอง แค่นี้คุณก็สามารถชาร์จแบบไร้สายได้แล้ว แผ่นรองชาร์จแบบไร้สายที่ใช้งานร่วมกันได้จำหน่ายแยกต่างหาก

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

Top 4 Web Design Trends 2017

เราจะมาดูกันว่าในปี 2017 นี้ เทรนด์ของเว็บดีไซน์ประกอบไปด้วยอะไรบ้างและควรนำมาปรับใช้ในเว็บไซต์ของเราหรือไม่

1. Better Lazy Loading
การใช้คุณลักษณะนี้จะช่วยให้เว็บไซต์สามารถโหลดรูปภาพได้ดีขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่มุมมองของผู้ใช้เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ

2. Flat Designs
ในอดีตการออกแบบเว็บเน้นการออกแบบเว็บไซต์ด้วยภาพประกอบฉูดฉาดและภาพเคลื่อนไหว การออกแบบแบบ Flat เน้นความเรียบง่ายและเน้นการออกแบบทั้งหมดเพื่อประสบการณ์ของผู้ใช้

ในปี 2017 นี้ Flat Design ได้รับการยอมรับจากนักออกแบบมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะยังคงความเป็นผู้นำที่เรียบง่าย

3. Better Adobtion of Mobile Needs
ในปี 2016 มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 1.2 พันล้านรายทั่วโลก นั่นหมายความว่าการใช้ Internet ในปัจจุบัน กำลังจะถูกโอนย้ายจากเดสก์ท็อปไปยังมือถือ

ซึ่งในปี 2017 เว็บไซต์ที่รองรับมือถือจะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นกว่าที่เคยและจะมีผู้ดูเพิ่มขึ้นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่มากกว่าในรูปแบบอื่น ๆ นี่หมายความว่าการออกแบบของเราต้องไม่เพียงแต่จะต้องเป็นมิตรกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังเข้าถึงได้ง่ายกว่าบนเดสก์ท็อป

4. Video Backgrounds
ในปี 2017 นี้เราจะได้เห็นว่า วีดีโอ จะมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตามวิดีโอที่ใช้เป็นพื้นหลังของเว็บไซต์ได้กลายเป็นรูปแบบและวิธีใหม่ในการดึงดูดผู้ชม

เมื่ออินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นวิดีโอก็จะโหลดได้เร็วขึ้นทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก่อนหน้านี้กลายเป็นความจริง และจะทำให้เห็นเว็บไซต์ที่มีการเคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนเดิม

 

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

เรามาดูกันว่า เว็บไซต์ในปี 2017 ควรจะมีสิ่งใดประกอบอยู่ในเว็บไซต์ของคุณบ้าง เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเป็นลักษณะเว็บไซต์ที่ดี และมีข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งประกอบใปด้วยส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ได้แก่ ส่วนของหัวเว็บไซต์ หรือ Header, ส่วนที่แสดงอยู่ก่อนเนื้อหาหลัก, ส่วนเนื้อหาหลัก, ส่วนของ Footer และส่วนประกอบที่อยู่ภายในเว็บไซต์หน้าอื่น ๆ จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างกับ 25 สิ่งที่จะต้องมีในเว็บไซต์ ปี 2017 ที่หาดใหญ่เว็บดีไซน์ได้รวบรวมมาให้อ่านกัน

25 สิ่งที่จะต้องมีในเว็บไซต์ ปี 2017

ส่วนแรกเราจะมาดูในส่วนของหัวเว็บไซต์ หรือ Header ที่ใช้ในการแสดงผลเกือบจะทุกหน้า เรามาดูกันว่าควรที่มี Feature ใดบ้าง
1. Domain Name
Easy to remember domain name 
โดเมนเนมควรจดจำได้ง่าย

2. Logo 
A clean Logo representing your business name 
โลโก้ควรมีลักษณะสะอาดน่ามองและสามารถสื่อได้ถึงธุรกิจของตัวเอง

3. Tagline
Tagline representing what your business does  Tagline 
เป็นข้อความสั้น ๆ ที่สามารถสื่อได้ถึงว่าธุรกิจของคุณทำอะไร

4. Phone Number
เบอร์โทรศัพท์ของคุณ

5. Call to Action Button
Easy to reconize call to action button 
ปุ่มกดเพื่อใช้ในการโทรศัพท์ไปยังธุรกิจของคุณ

6. Top Navigation
Clear and Easy to read top Navigation 
เมนูหลักที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ควรจะอ่านง่าย

7. Breadcrumb navigation In all pages
Breadcrumb navigation In all pages
ตัวนำทางเว็บไซต์บ่งบอกว่าเราอยู่ส่วนใดของเว็บไซต์


ส่วนที่สองจะเป็นส่วนที่แสดงอยู่ก่อนเนื้อหาหลักเพื่อทำให้หน้าเว็บไซต์ดูโดดเด่นและสวยงาม
1. Slider or image
Showing most important Sales/promotion with clear Call to action 
รูปภาพหรือสไลด์โชว์ที่นำเสนอโปรโมชั่นต่าง ๆ

2. Crucial Business Information
ข้อมูลทางธุรกิจที่สำคัญ ควรแสดงถึงข้อมูลที่สำคัญต่าง ๆ

3. Testimonials & Reviews 
(video testimonials can be even better)
การรีวิวของลูกค้าหรือคำรับรองต่าง ๆ และเป็น VDO จะดีมาก


ส่วนที่สามเนื้อหาหลักจะแสดงเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ เรามาดูกันว่าควรที่มี Feature ใดบ้าง
1. Main Features
 

Of your product, services, Business location,office,and/or Products
ข้อมูลหลักของสินค้า หรือบริการ ที่ตั้งของธุรกิจ

2. Quality Content and Internal Links to inner pages
Engaging content which describes Your product or service clearly 
เนื้อหาที่มีคุณภาพ รวมถึงในเนื้อหาสามารถอธิบายถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณได้อย่างชัดเจน และควรมีลิงค์เชื่อมโยงไปยังหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์


ส่วนที่สีจะเป็นในส่วนของ Footer ที่อยู่บริเวณล่างสุดของหน้าเว็บไซต์ เรามาดูกันว่าควรที่มี Feature ใดบ้าง
1. Contact Information
Physical address,phone number and email address
ข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ของบริษัท ร้านค้า หมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมล

2. Business Hours
List your correct business hours Or support hours
เวลาทำการ ระบุเวลาทำการที่ถูกต้อง และเวลาในการ support

3. Social Media Buttons
Link to company social media Pages
ปุ่มเชื่อมโยงไปยัง Social Media ต่าง ๆ ของบริษัท เช่น Facebook บริษัท

4. Online chat feature
This would be and optional feature
แชทออนไลน์ ในส่วนนี้ในเว็บไซต์จะมีหรือไม่มีก็ได้

5. News Letter 
Sign Up Form
จดหมายข่าว ควรมีแบบฟอร์มให้ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

6. Navigations
Footer navigations
เมนูส่วน Footer


ส่วนที่ห้าหรือส่วนประกอบที่อยู่ภายในเว็บไซต์หน้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หน้าหลักควรจะที Feature ใดบ้าง
1. Contact Form and Captcha Or anti spam feature

ฟอร์มติดต่อไว้สำหรับให้ลูกค้าสามารถติดต่อกับเว็บไซต์ของคุณได้ และฟอร์มติดต่อควรที่จะมีรหัสไว้ป้องกัน Spam ด้วย

2.Personalized About us page
ในเว็บไซต์ของคุณควรจะมี เกี่ยวกับเรา ด้วย

3.Privacy Policy Page
If you collect user information llke email addresses
หน้านโยบายความเป็นส่วนตัว ควรจะมีถ้าเว็บไซต์ของคุณมีการเก็บข้อมูลลูกค้า

4.FAQ Page
ควรมีส่วนของ FAQ หรือคำถามที่ถามบ่อย


จบไปแล้วสำหรับบทความ 25 สิ่งที่จะต้องมีในเว็บไซต์ ปี 2017 ลองไปสำรวจเว็บไซต์ของคุณดูว่าครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบลองไปปรับใช้กันดู

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

เมื่อเราทำการอัพเดท Joomla จาก Version 3.5 หรือ 3.6 เป็น Version 3.7 จะเกิดข้อผิดพลาด( Error ) ต่าง ๆ ขึ้นบางอย่าง ดังต่อไปนี้

1. เมื่อเข้าไปในหน้า Content (บทความ) จะขึ้น Error ว่า Warning Error loading component: com_fields, Component not found.

 

2. เมื่อเข้าไปแก้ไขบทความจะ ขึ้น Error ว่า Warning The TinyMCE Editor Plugin has been updated. Currently it uses your existing configuration. By editing the plugin, you can now assign and customise various layouts to specific user groups.

 

3. เมื่อเข้าหน้า Menus จะ ขึ้น Error ว่า 1054 Unknown column ‘client_id’ in ‘field list’

 

วิธีแก้ไขข้อ 1-2 ให้ไปที่ Extensions – Manage – Discover ให้ทำการติ๊กเลือกในช่องรายการของ Discover extensions that have not gone through the normal installation process.  ทั้งหมดเพื่อติดตั้งส่วนเสริมและ Update ส่วนเสริมเพิ่มเติม และ กดที่ Install ที่อยู่ที่มุมซ้ายบน เพื่อทำการติดตั้งเมิ่อติดตั้งเสร็จจะสามารถแก้ไข Error 2 ข้อข้างบนได้

 

 

วิธีแก้ไขข้อ 3 ให้ไปที่ Extensions – Manage – Database จะขึ้นว่า Warning Warning: Database is not up to date! ให้ทำการกด ที่ปุ่ม Fix ที่มุมซ้ายบน เพื่อทำการแก้ไขและปรับปรุงฐานข้อมูล(Database) ให้เป็นปัจจุบัน จะสามารถแก้ไข Error ข้อ 3 ได้

เมื่อแก้ไข ข้อผิดพลาดทั้ง 3 ข้อได้ก็สามารถใช้งาน Joomla 3.7 ได้เป็นปกติเรียบร้อยแล้ว

วันศุกร์, 26 มกราคม 2018 / Published in Blog และความรู้

เนื่องจากการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 รัฐบาลมีคำสั่งให้ไว้ทุกข์ 1 ปี สำหรับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ

ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์ในประเทศได้เปลี่ยนโทนสี่สีเป็น โทนสีขาวดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ รวมถึงเว็บไซต์ของหาดใหญ่เว็บดีไซน์ด้วย หลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไมเว็บไซต์บางเว็บไซต์ถึงเปลี่ยนสีของรูปภาพ วีดีโอ ได้อย่างรวดเร็วนัก วิธีง่าย ๆ ก็คือเราจะใช้คำสั่ง CSS เพื่อกำหนดให้เว็บไซต์เปลี่ยนเป็นโทนสีขาวดำหรือว่า Grey Scale

คำสั่ง CSS เพื่อทำให้เว็บไซต์เป็นโทนสีขาวดำ
img {
-webkit-filter: grayscale(100%);
filter: grayscale(100%);
}
html {
-webkit-filter: grayscale(100%);
}

นำ Code หรือคำสั่งนี้ไปไว้ยังไฟล์ Style หรือถ้าใช้ CMS ก็พวกไฟล์ template.css หรือ style.css ใน template นั้น ทั้งเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ วีดีโอ หรือ Flash ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นเป็นโทนสีขาวดำหรือว่า Grey Scale ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องไปแก้ไขภาพหรือส่วนต่างๆ เลย ถือว่าง่าย สะดวก และรวดเร็วมาก

ข้อสังเกตุ ในส่วนของ Favi iCon และ BG อาจจะไม่เปลี่ยนเพราะติดคำสั่งใน CSS เดียวกัน วิธีแก้คือไปเปลี่ยน CSS เป็น สีดำหรือขาวตามความต้องการ

Article by Pumiwaj Singtrakul